19 พฤษภาคม 2569
การทำความเข้าใจประเภทของสิวช่วยให้เราสามารถเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสมได้ดียิ่งขึ้น โดยสิวสามารถแบ่งได้หลายประเภท ดังนี้
1. สิวอุดตัน (Comedones) สิวอุดตันเกิดจากการที่เซลล์ผิวตายไปแล้ว น้ำมัน สิ่งสกปรกที่สะสม และอุดตันในรูขุมขน โดยแบ่งเป็น 2 ชนิดหลัก ได้แก่
สิวหัวดำ เกิดจากการอุดตันของรูขุมขนที่เปิด ทำให้เกิดการออกซิไดซ์ของน้ำมันและเมลานินในผิวหนัง ส่งผลให้ส่วนบนมีสีดำ แต่ไม่ได้เกิดจากความสกปรกอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด สิวประเภทนี้มักพบบริเวณจมูก คาง และหน้าผาก
สิวหัวขาว เกิดจากการอุดตันของรูขุมขนที่ปิด ทำให้เกิดการสะสมของน้ำมันและเซลล์ผิวใต้ผิวหนัง มีลักษณะเป็นตุ่มสีขาวหรือสีเนื้อขนาดเล็ก สิวชนิดนี้จะไม่สัมผัสกับอากาศภายนอก จึงไม่เกิดการออกซิไดซ์
2. สิวอักเสบ (Inflammatory Acne) สิวอักเสบเกิดเมื่อแบคทีเรียที่เข้าไปในรูขุมขนที่อุดตัน และกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ประกอบด้วย
สิวตุ่มแดง มีลักษณะเป็นตุ่มแดงนูนขึ้นบนผิวหนัง เกิดจากการอักเสบของสิวหัวขาว บริเวณรอบ ๆ จะมีอาการแดง บวม และอาจมีอาการเจ็บเมื่อสัมผัส
สิวหนอง เป็นระยะต่อจากสิวตุ่มแดง เมื่อเกิดการติดเชื้อ จะมีการสร้างหนองสีขาวหรือสีเหลืองที่ปลายตุ่ม มักมีอาการเจ็บและอักเสบมากกว่าสิวตุ่มแดง
สิวหัวช้าง เป็นสิวที่มีขนาดใหญ่ สิวหัวช้างเกิดจากการอักเสบรุนแรงที่ลุกลามไปยังเนื้อเยื่อข้างเคียง มีลักษณะเป็นตุ่มแดงขนาดใหญ่ บวม และมีอาการเจ็บปวดมาก มักทิ้งรอยแผลเป็นหลังหายแล้ว
สิวเชื้อราหรือสิวยีสต์ สิวชนิดนี้เกิดจากการติดเชื้อราหรือยีสต์บนผิวหนัง โดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนชื้น มีลักษณะเป็นตุ่มแดงขนาดเล็กจำนวนมาก กระจายเป็นบริเวณกว้าง มักพบในบริเวณที่มีเหงื่อออกมาก เช่น หลัง หน้าอก และไหล่
สิวซีสต์ คือสิวอักเสบที่เกิดลึกลงไปใต้ผิวหนัง มีลักษณะเป็นถุงน้ำหรือถุงหนองขนาดใหญ่ มีอาการปวด บวม และอักเสบรุนแรง มักทิ้งรอยแผลเป็นหลังหายแล้ว สิวชนิดนี้ควรได้รับการรักษาจากแพทย์ผิวหนังโดยเฉพาะ
สิวอักเสบขนาดใหญ่ (Nodules) หรือสิวไต สิวไตเป็นสิวอักเสบขนาดใหญ่ที่เกิดลึกลงไปในชั้นผิวหนัง มีลักษณะเป็นก้อนแข็งใต้ผิวหนัง อาการปวด บวม และอักเสบรุนแรง มักไม่มีหัวหนอง และใช้เวลานานในการหาย มักทิ้งรอยแผลเป็นหลังหายแล้ว ต้องรักษาโดยแพทย์ผิวหนัง
บทความที่เกี่ยวข้อง
ดูทั้งหมด